วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ไวรัสคืออะไร


ไวรัสคืออะไร
ไวรัส คือโปรแกรมชนิดหนึ่งที่มีความสามารถในการสำเนาตัวเองเข้าไปติดอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ได้และถ้ามีโอกาสก็สามารถแทรกเข้าไประบาดในระบบคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการนำเอาดิสก์ที่ติดไวรัสจากเครื่องหนึ่งไปใช้อีกเครื่องหนึ่ง หรืออาจผ่านระบบเครือข่ายหรือระบบสื่อสารข้อมูลไวรัสก็อาจแพร่ระบาดได้เช่นกัน
การที่คอมพิวเตอร์ใดติดไวรัส หมายถึงว่าไวรัสได้เข้าไปผังตัวอยู่ในหน่วยความจำ คอมพิวเตอร์ เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากไวรัสก็เป็นแค่โปรแกรม ๆ หนึ่งการที่ไวรัสจะเข้าไปอยู่ ในหน่วยความจำได้นั้นจะต้องมีการถูกเรียกให้ทำงานได้นั้นยังขึ้นอยู่กับประเภทของไวรัส แต่ละตัวปกติผู้ใช้มักจะไม่รู้ตัวว่าได้ทำการปลุกคอมพิวเตอร์ไวรัสขึ้นมาทำงานแล้ว
จุดประสงค์ของการทำงานของไวรัสแต่ละตัวขึ้นอยู่กับตัวผู้เขียนโปรแกรมไวรัสนั้น เช่น อาจสร้างไวรัสให้ไปทำลายโปรแกรมหรือข้อมูลอื่น ๆ ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ แสดงข้อความวิ่งไปมาบน หน้าจอ เป็นต้น
ประเภทของไวรัส
บูตเซกเตอร์ไวรัส 
Boot Sector Viruses หรือ Boot Infector Viruses คือไวรัสที่เก็บตัวเองอยู่ในบูตเซกเตอร์ ของดิสก์ การใช้งานของบูตเซกเตอร์คือ เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มทำงานขึ้นมาตอนแรก เครื่อง จะเข้าไปอ่านบูตเซกเตอร์ โดยในบูตเซกเตอร์จะมีโปรแกรมเล็ก ๆ ไว้ใช้ในการเรียกระบบ ปฎิบัติการขึ้นมาทำงานอีกทีหนึ่ง บูตเซกเตอร์ไวรัสจะเข้าไปแทนที่โปรแกรมดังกล่าว และไวรัส ประเภทนี้ถ้าไปติดอยู่ในฮาร์ดดิสก์ โดยทั่วไป จะเข้าไปอยู่บริเวณที่เรียกว่า Master Boot Sector หรือ Parition Table ของฮาร์ดดิสก์นั้น
ถ้าบูตเซกเตอร์ของดิสก์ใดมีไวรัสประเภทนี้ติดอยู่ ทุก ๆ ครั้งที่บูตเครื่องขึ้นมาโดย พยายามเรียก ดอสจากดิสก์นี้ ตัวโปรแกรมไวรัสจะทำงานก่อนและจะเข้าไปฝังตัวอยู่ใน หน่วยความจำเพื่อเตรียมพร้อมที่ จะทำงานตามที่ได้ถูกโปรแกรมมา แล้วตัวไวรัสจึงค่อยไป เรียกดอสให้ขึ้นมาทำงานต่อไป ทำให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นโปรแกรมไวรัส
Program Viruses หรือ File Intector Viruses เป็นไวรัสอีกประเภทหนึ่งที่จะติดอยู่กับโปรแกรม ซึ่งปกติก็คือ ไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น COM หรือ EXE และบางไวรัสสามารถเข้า ไปติดอยู่ในโปรแกรมที่มีนามสกุลเป็น sys และโปรแกรมประเภท Overlay Programsได้ด้วย โปรแกรมโอเวอร์เลย์ปกติจะเป็นไฟล์ที่มีนามสกุลที่ขึ้นต้นด้วย OV วิธีการที่ไวรัสใช้เพื่อที่จะ เข้าไปติดโปรแกรมมีอยู่สองวิธี คือ การแทรกตัวเองเข้าไปอยู่ในโปรแกรมผลก็คือหลังจากท ี่ โปรแกรมนั้นติดไวรัสไปแล้ว ขนาดของโปรแกรมจะใหญ่ขึ้น หรืออาจมีการสำเนาตัวเองเข้าไปทับส่วนของโปรแกรมที่มีอยู่เดิมดังนั้นขนาดของโปรแกรมจะไม่เปลี่ยนและยากที่ จะซ่อมให้กลับเป็นดังเดิม
การทำงานของไวรัส โดยทั่วไป คือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมที่ติดไวรัส ส่วนของไวรัสจะทำงานก่อนและจะถือโอกาสนี้ฝังตัวเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำทันทีแล้วจึงค่อยให้ โปรแกรมนั้นทำงานตามปกติต่อไป เมื่อไวรัสเข้าไปฝังตัวอยู่ในหน่วยความจำแล้ว หลัง จากนี้ไปถ้ามีการเรียกโปรแกรมอื่น ๆ ขึ้นมาทำงานต่อ ตัวไวรัสก็จะสำเนาตัวเองเข้าไป ในโปรแกรมเหล่านี้ทันที เป็นการแพร่ระบาดต่อไป
วิธีการแพร่ระบาดของโปรแกรม ไวรัสอีกแบบหนึ่งคือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมที่มีไวรัสติดอยู่ ตัวไวรัสจะเข้าไปหาโปรแกรมอื่น ๆ ที่อยู่ในดิสก์เพื่อทำสำเนาตัวเองลงไปทันทีแล้วจึงค่อยให้โปรแกรมที่ถูกเรียก นั้นทำงานตามปกติต่อไปม้าโทรจัน 
ม้าโทรจัน (Trojan Horse) เป็นโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นมาให้ทำตัวเหมือนว่าเป็น โปรแกรมธรรมดาทั่ว ๆ ไป เพื่อหลอกล่อผู้ใช้ให้ทำการเรียกขึ้นมาทำงาน แต่เมื่อ ถูกเรียกขึ้นมาแล้ว ก็จะเริ่มทำลายตามที่โปรแกรมมาทันที ม้าโทรจันบางตัวถูกเขียนขึ้นมาใหม่ทั้ง ชุด โดยคนเขียนจะทำการตั้งชื่อโปรแกรมพร้อมชื่อรุ่นและคำอธิบายการใช้งานที่ดูสมจริง เพื่อหลอกให้คนที่จะเรียกใช้ตายใจ
จุดประสงค์ของคนเขียนม้าโทรจันอาจจะเช่นเดียวกับคนเขียนไวรัส คือ เข้าไปทำ อันตรายต่อข้อมูลที่มีอยู่ในเครื่อง หรืออาจมีจุดประสงค์เพื่อที่จะล้วงเอาความลับของระบบ คอมพิวเตอร์
ม้าโทรจันนี้อาจจะถือว่าไม่ใช่ไวรัส เพราะเป็นโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นมาโดด ๆ และจะไม่มีการเข้าไปติดในโปรแกรมอื่นเพื่อสำเนาตัวเอง แต่จะใช้ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของ ผู้ใช้เป็นตัวแพร่ระบาดซอฟต์แวร์ที่มีม้าโทรจันอยู่ในนั้นและนับว่าเป็นหนึ่งในประเภทของโปรแกรม ที่มีความอันตรายสูง เพราะยากที่จะตรวจสอบและสร้างขึ้นมาได้ง่าย ซึ่งอาจใช้แค่แบตซ์ไฟล์ก็สามารถโปรแกรมประเภทม้าโทรจันได้โพลีมอร์ฟิกไวรัส
Polymorphic Viruses เป็นชื่อที่ใช้ในการเรียกไวรัสที่มีความสามารถในการแปรเปลี่ยนตัวเอง ได้เมื่อมีสร้างสำเนาตัวเองเกิดขึ้น ซึ่งอาจได้หถึงหลายร้อยรูปแบบ ผลก็คือ ทำให้ไวรัสเหล่านี้ยากต่อการถูกตรวจจับ โดยโปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใช้วิธีการสแกนอย่างเดียว ไวรัสใหม่ ๆ ในปัจจุบันที่มีความสามารถนี้เริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆสทีลต์ไวรัส
Stealth Viruses เป็นชื่อเรียกไวรัสที่มีความสามารถในการพรางตัวต่อการตรวจจับได้ เช่น ไฟล์อินเฟกเตอร์ ไวรัสประเภทที่ไปติดโปรแกรมใดแล้วจะทำให้ขนาดของ โปรแกรมนั้นใหญ่ขึ้น ถ้าโปรแกรมไวรัสนั้นเป็นแบบสทีลต์ไวรัส จะไม่สามารถตรวจดูขนาดที่แท้จริง ของโปรแกรมที่เพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากตัว ไวรัสจะเข้าไปควบคุมดอส เมื่อมีการใช้คำสั่ง DIR หรือโปรแกรมใดก็ตามเพื่อตรวจดูขนาดของโปรแกรม ดอสก็จะแสดงขนาดเหมือนเดิม ทุกอย่างราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อาการของเครื่องที่ติดไวรัส
สามารถสังเกตุการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้อาจเป็นไปได้ว่าได้มีไวรัสเข้าไปติดอยู่ในเครื่องแล้ว อาการที่ว่านั้นได้แก่
    • ใช้เวลานานผิดปกติในการเรียกโปรแกรมขึ้นมาทำงาน
    • ขนาดของโปรแกรมใหญ่ขึ้น
    • วันเวลาของโปรแกรมเปลี่ยนไป
    • ข้อความที่ปกติไม่ค่อยได้เห็นกลับถูกแสดงขึ้นมาบ่อย ๆ
    • เกิดอักษรหรือข้อความประหลาดบนหน้าจอ
    • เครื่องส่งเสียงออกทางลำโพงโดยไม่ได้เกิดจากโปรแกรมที่ใช้อยู่
    • แป้นพิมพ์ทำงานผิดปกติหรือไม่ทำงานเลย
    • ขนาดของหน่วยความจำที่เหลือลดน้อยกว่าปกติ โดยหาเหตุผลไม่ได้
    • ไฟล์แสดงสถานะการทำงานของดิสก์ติดค้างนานกว่าที่เคยเป็น
    • ไฟล์ข้อมูลหรือโปรแกรมที่เคยใช้อยู่ ๆ ก็หายไป
    • เครื่องทำงานช้าลง
    • เครื่องบูตตัวเองโดยไม่ได้สั่ง
    • ระบบหยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ
    • เซกเตอร์ที่เสียมีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยมีการรายงานว่าจำนวนเซกเตอร์ที่เสียมีจำนวน เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนโดยที่
    • ยังไม่ได้ใช้โปรแกรมใดเข้าไปตรวจหาเลย
การตรวจหาไวรัส
การสแกน
โปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใช้วิธีการสแกน (Scanning) เรียกว่า สแกนเนอร์ (Scanner) โดยจะมีการดึงเอาโปรแกรมบางส่วนของตัวไวรัสมาเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล ส่วนที่ดึงมานั้นเราเรียกว่า ไวรัสซิกเนเจอร์ (VirusSignature)และเมื่อสแกนเนอร์ถูกเรียกขึ้นมาทำงานก็จะเข้าตรวจหาไวรัสในหน่วยความจำ บูตเซกเตอร์และไฟล์โดยใช้ ไวรัสซิกเนเจอร์ที่มีอยู่
ข้อดีของวิธีการนี้ก็คือ เราสามารถตรวจสอบซอฟแวร์ที่มาใหม่ได้ทันทีเลยว่าติดไวรัสหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสถูกเรียกขึ้นมาทำงานตั้งแต่เริ่มแรก แต่วิธีนี้มีจุดอ่อนอยู่หลายข้อ คือ
  1. ฐานข้อมูลที่เก็บไวรัสซิกเนเจอร์จะต้องทันสมัยอยู่เสมอ แลครอบคลุมไวรัสทุกตัว มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
  2. เพราะสแกนเนอร์จะไม่สามารถตรวจจับไวรัสที่ยังไม่มี ซิกเนเจอร์ของไวรัสนั้นเก็บอยู่ในฐานข้อมูลได้
  3. ยากที่จะตรวจจับไวรัสประเภทโพลีมอร์ฟิก เนื่องจากไวรัสประเภทนี้เปลี่ยนแปลง ตัวเองได้
  4. จึงทำให้ไวรัสซิกเนเจอร์ที่ใช้สามารถนำมาตรวจสอบได้ก่อนที่ไวรัส จะเปลี่ยนตัวเองเท่านั้น
  5. ถ้ามีไวรัสประเภทสทีลต์ไวรัสติดอยู่ในเครื่องตัวสแกนเนอร์อาจจะไม่สามารถ ตรวจหาไวรัสนี้ได้
  6. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดและเทคนิคที่ใช้ของตัวไวรัสและ ของตัวสแกนเนอร์เองว่าใครเก่งกว่า
  7. เนื่องจากไวรัสมีตัวใหม่ ๆ ออกมาอยู่เสมอ ๆ ผู้ใช้จึงจำเป็นจะต้องหาสแกนเนอร์ ตัวที่ใหม่ที่สุดมาใช้
  8. มีไวรัสบางตัวจะเข้าไปติดในโปรแกรมทันทีที่โปรแกรมนั้นถูกอ่าน และถ้าสมมติ
  9. ว่าสแกนเนอร์ที่ใช้ไม่สามารถตรวจจับได้  และถ้าเครื่องมีไวรัสนี้ติดอยู่ เมื่อมีการ
  10. เรียกสแกนเนอร์ขึ้นมาทำงาน สแกนเนอร์จะเข้าไปอ่านโปรแกรมทีละโปรแกรม เพื่อตรวจสอบ
  11. ผลก็คือจะทำให้ไวรัสตัวนี้เข้าไปติดอยู่ในโปรแกรมทุกตัวที่ถูก สแกนเนอร์นั้นอ่านได้
  12. สแกนเนอร์รายงานผิดพลาดได้   คือ ไวรัสซิกเนเจอร์ที่ใช้บังเอิญไปตรงกับที่มี
  13. อยู่ในโปรแกรมธรรมดาที่ไม่ได้ติดไวรัส ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในกรณีที่ไวรัสซิกเนเจอร์ ที่ใช้มีขนาดสั้นไป
  14. ก็จะทำให้โปรแกรมดังกล่าวใช้งานไม่ได้อีกต่อไป
การตรวจการเปลี่ยนแปลง
การตรวจการเปลี่ยนแปลง คือ การหาค่าพิเศษอย่างหนึ่งที่เรียกว่า เช็คซัม (Checksum) ซึ่งเกิดจากการนำเอาชุดคำสั่งและ ข้อมูลที่อยู่ในโปรแกรมมาคำนวณ หรืออาจใช้ข้อมูลอื่น ๆ ของไฟล์ ได้แก่ แอตริบิวต์ วันและเวลา เข้ามารวมในการคำนวณด้วย เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งหรือข้อมูลที่อยู่ในโปรแกรม จะถูกแทนด้วยรหัสเลขฐานสอง เราจึงสามารถนำเอาตัวเลขเหล่านี้มาผ่านขั้นตอนการคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้ ซึ่งวิธีการคำนวณเพื่อหาค่าเช็คซัมนี้มีหลายแบบ และมีระดับการตรวจสอบแตกต่างกันออกไป เมื่อตัวโปรแกรม ภายในเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าไวรัสนั้นจะใช้วิธีการแทรกหรือเขียนทับก็ตาม เลขที่ได้จากการคำนวณครั้งใหม่ จะเปลี่ยนไปจากที่คำนวณได้ก่อนหน้านี้
ข้อดีของการตรวจการเปลี่ยนแปลงก็คือ สามารถตรวจจับไวรัสใหม่ ๆ ได้ และยังมีความสามารถในการตรวจจับไวรัสประเภทโพลีมอร์ฟิกไวรัสได้อีกด้วย แต่ก็ยังยากสำหรับสทีลต์ไวรัส ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดของโปรแกรมตรวจหาไวรัสเองด้วยว่าจะสามารถถูกหลอกโดยไวรัสประเภทนี้ได้หรือไม่ และมีวิธีการตรวจการเปลี่ยนแปลงนี้จะตรวจจับไวรัสได้ก็ต่อเมื่อไวรัสได้เข้าไปติดอยู่ในเครื่องแล้วเท่านั้น และค่อนข้างเสี่ยงในกรณีที่เริ่มมีการคำนวณหาค่าเช็คซัมเป็นครั้งแรก เครื่องที่ใช้ต้องแน่ใจว่าบริสุทธิ์พอ คือต้องไม่มีโปรแกรมใด ๆ ติดไวรัส มิฉะนั้นค่าที่หาได้จากการคำนวณที่รวมตัวไวรัสเข้าไปด้วย  ซึ่งจะลำบากภายหลังในการที่จะตรวจหาไวรัสตัวนี้ต่อไปการเฝ้าดู
เพื่อที่จะให้โปรแกรมตรวจจับไวรัสสามารถเฝ้าดูการทำงานของเครื่องได้ตลอดเวลานั้น จึงได้มีโปรแกรมตรวจจับไวรัสที่ถูกสร้งขึ้นมาเป็นโปรแกรมแบบเรซิเดนท์หรือ ดีไวซ์ไดรเวอร์ โดยเทคนิคของการเฝ้าดูนั้นอาจใช้วิธีการสแกนหรือตรวจการเปลี่ยนแปลงหรือสองแบบรวมกันก็ได้
การทำงานโดยทั่วไปก็คือ เมื่อซอฟแวร์ตรวจจับไวรัสที่ใช้วิธีนี้ถูกเรียกขึ้นมาทำงานก็จะเข้าไปตรวจในหน่วยความจำของเครื่องก่อนว่ามีไวรัสติดอยู่หรือไม่โดยใช้ไวรัสซิกเนเจอร์ ที่มีอยู่ในฐานข้อมูล จากนั้นจึงค่อยนำตัวเองเข้าไปฝังอยู่ในหน่วยความจำ และต่อไปถ้ามีการเรียกโปรแกรมใดขึ้นมาใช้งาน โปรแกรมเฝ้าดูนี้ก็จะเข้าไปตรวจโปรแกรมนั้นก่อน โดยใช้เทคนิคการสแกนหรือตรวจการเปลี่ยนแปลงเพื่อหาไวรัส ถ้าไม่มีปัญหา ก็จะอนุญาตให้โปรแกรมนั้นขึ้นมาทำงานได้ นอกจากนี้โปรแกรมตรวจจับ ไวรัสบางตัวยังสามารถตรวจสอบขณะที่มีการคัดลอกไฟล์ได้อีกด้วย
ข้อดีของวิธีนี้คือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมใดขึ้นมา โปรแกรมนั้นจะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้งโดยอัตโนมัติ ซึ่งถ้าเป็นการใช้สแกนเนอร์  จะสามารถทราบได้ว่าโปรแกรมใดติดไวรัสอยู่ ก็ต่อเมื่อทำการเรียกสแกนเนอร์นั้นขึ้นมาทำงานก่อนเท่านั้น
ข้อเสียของโปรแกรมตรวจจับไวรัสแบบเฝ้าดูก็คือ จะมีเวลาที่เสียไปสำหรับการตรวจหาไวรัสก่อนทุกครั้ง และเนื่องจากเป็นโปรแกรมแบบเรซิเดนท์หรือดีไวซ์ไดรเวอร์ จึงจำเป็นจะต้องใช้หน่วยความจำส่วนหนึ่งของเครื่องตลอดเวลาเพื่อทำงาน ทำให้หน่วยความจำในเครื่องเหลือน้อยลง และเช่นเดียวกับสแกนเนอร์ ก็คือ จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุง ฐานข้อมูลของไวรัสซิกเนเจอร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ
คำแนะนำและการป้องกันไวรัส

การกำจัดไวรัส
เมื่อแน่ใจว่าเครื่องติดไวรัสแล้ว ให้ทำการแก้ไขด้วยความใคร่ครวญและระมัดระวังอย่างมาก เพราะบางครั้งตัวคนแก้เองจะเป็นตัวทำลายมากกว่าตัวไวรัสจริง ๆ เสียอีก  การฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์ใหม่อีกครั้งก็ไม่ใช่ วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป ยิ่งแย่ไปกว่านั้นถ้าทำไปโดยยังไม่ได้มีการสำรองข้อมูลขึ้นมาก่อน การแก้ไขนั้นถ้าผู้ใช้มีความรู้เกี่ยวกับไวรัสที่ กำลังติดอยู่ว่าเป็นประเภทใดก็จะช่วยได้อย่างมาก และข้อเสนอแนะต่อไปนี้อาจจะมีประโยชน์ต่อท่านบูตเครื่องใหม่ทันทีที่ทราบว่าเครื่องติดไวรัส
เมื่อทราบว่าเครื่องติดไวรัส ให้ทำการบูตเครื่องใหม่ทันที  โดยเรียกดอสขึ้นมาทำงานจากฟลอปปีดิสก์ที่ได้เตรียมไว้ เพราะถ้าไปเรียกดอสจากฮาร์ดดิสก์ เป็นไปได้ว่า ตัวไวรัสอาจกลับเข้าไปในหน่วยความจำได้อีก เมื่อเสร็จขั้นตอนการเรียกดอสแล้ว ห้ามเรียกโปรแกรมใด ๆ ก็ตามในดิสก์ที่ติดไวรัส เพราะไม่ทราบว่าโปรแกรมใดบ้างที่มีไวรัสติดอยู่เรียกโปรแกรมจัดการไวรัสขั้นมาตรวจหาและทำลาย
ให้เรียกโปรแกรมตรวจจับไวรัส เพื่อตรวจสอบดูว่ามีโปรแกรมใดบ้างติดไวรัส ถ้าโปรแกรมตรวจ หาไวรัสที่ใช้อยู่สามารถกำจัดไวรัสตัวที่พบได้ ก็ให้ลองทำดู แต่ก่อนหน้านี้ให้ทำการคัดลอกเพื่อสำรองโปรแกรมที่ติดไวรัสไปเสียก่อน โดยโปรแกรมจัดการไวรัสบางโปรแกรมสามารถสั่งให้ทำสำรองโปรแกรมที่ติดไวรัสไปเป็นอีกชื่อหนึ่งก่อนที่จะกำจัดไวรัส เช่น MSAV ของดอสเอง เป็นต้น
การทำสำรองก็เพราะว่า เมื่อไวรัสถูกกำจัดออกจากฌปรแกรมไป โปรแกรมนั้นอาจไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ หรือทำงานไม่ได้เลยก็เป็นไปได้ วิธีการตรวจขั้นต้นคือ ให้ลอง เปรียบเทียบขนาดของโปรแกรมหลังจากที่ถูกกำจัดไวรัสไปแล้วกับขนาดเดิม ถ้ามีขนาดน้อยกว่า แสดงว่าไม่สำเร็จ หากเป็นเช่นนั้นให้เอาโปรแกรมที่ติดไวรัสที่สำรองไว้ แล้วหาโปรแกรมจัดการ ไวรัสตัวอื่นมาใช้แทน แต่ถ้ามีขนาดมากกว่าหรือเท่ากับของเดิม เป็นไปได้ว่าการกำจัดไวรัสอาจสำเร็จ โดยอาจลองเรียกโปรแกรมตรวจหาไวรัสเพื่อทดสอบโปรแกรมอีกครั้ง
หากผลการตรวจสอบออกมาว่าปลอดเชื้อ ก็ให้ลองเรียกโปรแกรมที่ถูกกำจัดไวรัสไปนั้นขึ้นมาทดสอบการทำงานดูอย่างละเอียดว่าเป็นปกติดีอยู่หรือไม่อีกครั้ง ในช่วงดังกล่าวควรเก็บโปรแกรมนี้ที่สำรองไปขณะที่ติดไวรัสอยู่ไว้ เผื่อว่าภายหลังพบว่าโปรแกรมทำงานไม่เป็นไปตามปกติ ก็สามารถลองเรียกโปรแกรมจัดการไวรัสตัวอื่นขึ้นมากำจัดต่อไปได้ในภายหลัง แต่ถ้าแน่ใจว่าโปรแกรมทำงานเป็นปกติดี ก็ทำการลบโปรแกรมสำรองที่ยังติดไวรัสติดอยู่ทิ้งไปทันที เป็นการป้องกันไม่ให้มีการเรียกขึ้นมาใช้งานภายหลังเพราะความบังเอิญได้

รวมทิปแก้ปัญหาปริ้นเตอร์



รวมทิปแก้ปัญหาปริ้นเตอร์

งานพิมพ์มีรอยขีดเล็กๆ เป็นระยะๆ
หากคุณสั่งพิมพ์เอกสารออกมาแล้วพบว่ามีรอยขีดเส้นเล็กๆ อยู่ที่ขอบกระดาษด้านใดด้านหนึ่งเป็นระยะๆ ละก็ ให้สันนิษฐานก่อนว่าสาเหตุมาจาก Roller หลักที่อยู่บนเส้นทางเดินกระดาษมีคราบสกปรก ถ้าตรวจแล้วไม่พบให้ลองตรวจสอบที่ตลับโทนเนอร์ว่ามีการชำรุดหรือไม่? บ่อยครั้งที่พื้นผิวของดรัมในโทนเนอร์มีรอยเล็กๆ ทำให้เวลาพิมพ์เอกสารร่องรอยตำหนินั้นจึงติดลงบนกระดาษด้วย อย่าลืมตรวจสอบชนิดของกระดาษที่คุณใช้ด้วยเช่นกัน
 
ตัวหนังสือที่หายไปบนผืนกระดาษปัญหานี้พบได้บ่อยๆ ครับ งานพิมพ์ที่มีตัวหนังสือหายไปเป็นช่วงๆ หรือฟอนต์ช่วงล่างขาดหายไปเป็นระยะๆ ข้อสันนิษฐานแรกให้มุ่งเป้าไปที่ผงหมึกในตลับอาจกำลังจะหมด หน้าสัมผัสของชุดลำเรียงกระดาษอาจมีคราบสกปรก รวมทั้งตลับโทนเนอร์เองอาจมีเศษผงหมึกเป็นคราบเลอะอยู่ อย่าลืมเช็กดูที่ Printer Properties ว่าคุณไม่ได้อยู่ในโหมดการพิมพ์แบบ Eco Mode ด้วย
 
สั่งพิมพ์ได้แต่ดันกลายเป็นเส้นๆ
เคยเห็นงานพิมพ์ที่มีแต่เส้นยาวๆ เป็นระยะๆ บนหน้ากระดาษบ้างไหมครับ ถ้าเคยละก็ ตลับหมึกของคุณใกล้หมดแล้ว นอกจากนี้สาเหตุอาจมาจากองค์ประกอบทางฮาร์ดแวร์ด้วย เช่น พื้นผิวของดรัมชำรุดหรือมีสิ่งสกปรก ชุด Fuser Film มีคราบหรือมีอะไรไปติดอยู่ รวมไปถึงมีสิ่งบดบังกระจกสะท้อนแสงในชุด Scanner ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องการทำความสะอาดโดยด่วนครับ
 
มีจุดไข่ปลาที่ขอบกระดาษด้านบนและล่าง
งานพิมพ์โอเค ตัวหนังสือไม่หลุด กระดาษไม่เลอะเศษหมึก แต่บริเวณด้านบนและด้านล่างดันมีจุดไข่ปลาเกิดขึ้นซะนี่ สาเหตุของปัญหาที่ว่านี้มาจากองค์ประกอบของฮาร์ดแวร์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นตัว Transfer Roller ขัดข้องหรือชำรุด แผงวงจร Formatter PCA เกิดความบกพร่อง ซึ่งอาจรวมไปถึงแผงควบคุมการจ ่ายไฟ DC มีปัญหาเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน ตรงนี้คงต้องส่งศูนย์ซ่อมอย่างเดียวแล้วละครับ
 
มีเส้นทับตัวหนังสือตลอดทั้งแนว
ปัญหานี้เชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอมารบ้าง นั่นคืองานพิมพ์มีเส้นยาวๆ ทับตัวหนังสือตลอดทั้งแนว และบางทีก็ทับตัวหนังสือทุกบรรทัดด้วย สาเหตุให้มุ่งเป้าไปที่ความสกปรกเป็นหลักครับ ตรวจสอบ Roller หลักที่เป็นตัวป้อนกระดาษและตัวที่อยู่ในเส้นทางเดินกระดาษว่ามีคราบสกปรกอยู่หรือไม่? หรือมีรอยขีดข่วนบนพื้นผิวด้วยหรือไม่ และอย่าลืมสำรวจตลับโทนเนอร์ด้วยว่าถูกติดตั้งอย่างถูกต้องหรือลงล็อกดีแล้วหรือยัง?
 
งานพิมพ์สีซีดจางผิดปกติ
ถ้าบังเอิญคุณสั่งพิมพ์เอกสารออกมาแล้วเห็นว่าสีซีดจากผิดปกติละก็ อันดับแรกตรวจสอบดูว่าคุณตั้งค่าการพิมพ์ในโหมดประหยัดหรือไม่ บางทีอาจมีใครไปปรับเล่น อย่างที่สองตลับหมึกใกล้หมดแล้วหรือยัง ตรงนี้อาจจะเป็นสาเหตุหลักก็ได้ครับ และอย่างที่สามตรวจสอบดรัมว่ามีอะไรไปติดขัดหรือไม่ เพราะถ้าระบบไม่ดูดผงหมึกออกจากดรัมหรือดูดอกไม่ได้ ก็ทำให้งานพิมพ์ออกมามีสีซีดจางแน่ๆ
 
งานพิมพ์ออกมาเบลอสีผิดเพี้ยนอาการแบบนี้มีหลายสาเหตุเช่นกัน ถ้าวิเคราะห์ง่ายๆ ก็ตั้งแต่กระดาษผิดประเภท หรือมีความชื้นที่กระดาษมากเกินไป ชุดฟีดกระดาษออกหลังพิมพ์กินเนื้อหมึกเข้าไปในลูกกลิ้ง ตรงนี้อุปกรณ์อาจจะเสื่อมสภาพก็ได้ครับ ส่วนที่ลึกกว่านี้ก็มีชุดควบคุมเลเซอร์ขัดข้อง รวมทั้งตัวขับเคลื่อนหรือมอเตอร์และฟันเฟืองต่างๆ ทำงานสะดุด ซึ่งจะส่งผลให้กระดาษที่กำลังฟีดเข้าไปอาจอยู่ผิดตำแหน่งหรือเลื่อนออกจากตัวป้อนกระดาษได้เช่นกัน
 
งานพิมพ์ขาวสะอาดแต่ด้านหลังกระดาษสกปรก
อย่าเพิ่งรีบร้อนเอางานพิมพ์สำคัญของคุณส่งให้หัวหน้าหรือลูกค้าดู ถ้าคุณยังไม่ได้พลิกกระดาษกลับไปดูดด้านหลังเพราะมันอาจเปรอะเปื้อนไปด้วยเศษผงหมึกก็เป็นได้ ปัญหาแบบนี้มักไม่ค่อยมีใครสังเกตเห็นกันครับ ให้คุณทำความสะอาดตั้งแต่ถาดรองกระดาษ ตัวฟีดกระดาษเข้าออก หรือตามลูกกลิ้งต่างๆ ที่อาจมีผงหมึกติดเป็นคราบฝังตัวอยู่
 
งานพิมพ์มีสีเข้มเกินกว่าเหตุ 
พอเจอปัญหาหมึกจางไปแล้ว คราวนี้ก็มาลองเจอกับงานพิมพ์ที่มีเส้นเข้มเกินไปดูบ้างครับ สาเหตุหลักๆ ของปัญหานี้มาจาก ส่วนที่สัมผัสกับกระดาษเกินไป ต้องเช็กดูที่ดรัมว่ามีอะไรขัดข้องอยู่หรือไม่ รวมทั้งองค์ประกอบสำคัญอย่างแผงควบคุม Laser Scanner ที่อาจมีปัญหาในระหว่างสั่งพิมพ์ ซึ่งถ้ามีการอ่านค่าผิดเพี้ยนก็อาจมีปริมาณผงหมึกที่มากเกินความจำเป็นถูกส่งออกไปยังแผ่นกระดาษ
 
ตัวหนังสือบิดๆ เบี้ยวๆ
งานพิมพ์ที่มีตัวหนังสือบิดๆ เบี้ยวๆ หรือแม้แต่กระดาษม้วนงอตอนเครื่องฟีดกระดาษออกมา ให้ตรวจสอบดูว่าคุณป้อนกระดาษถูกชนิดที่เครื่องพิมพ์รองรับหรือไม่? โดยเฉพาะห้ามนำกระดาษโฟโต้ หรือกระดาษมันวาวต่างๆ ที่ใช้กับเครื่องอิงค์เจ็ตมาใส่โดยเด็ดขาด นอกจากนี้ถ้าอากาศรอบหรือในห้องที่วางเครื่องพิมพ์มีความชื้นหรือร้อนจนเกินไป ก็อาจส่งผลให้ระบบพิมพ์ต่างๆ ทำงานผิดเพี้ยนได้เช่นกัน ให้ลองไล่เช็กทีละจุดดูนะครับ
 
ภาพบนหน้ากระดาษเป็นรอยเหลื่อมกัน
ปัญหานี้นอกจากภาพก็อาจรวมไปถึงตัวหนังสือที่ปรากฏอยู่บนงานพิมพ์ด้วยนะครับ อย่างแรกเลยก็คือ หากตอนวางกระดาษมีการบีบอัดหรือเฉียงไม่ตรงช่อง ตอนที่ระบบฟีดกระดาษเข้ามาพิมพ์นั้น แน่นอนว่ากระดาษย่อมอยู่ในตำแหน่งที่เหลื่อมหรือไม่ตรงร่องด้วย ทำให้ภาพหรือตัวหนังสือเหลื่อมทับกันหรือเส้นต่างๆ ที่ปรากฏก็จะไม่ตรงด้วย โดยเฉพาะตารางจะเห็นได้อย่างชัดเจน ดังนั้น เวลาป้อนกระดาษเข้าให้ตรวจสอบด้วย
 
ช่องว่างที่หายไปบนหน้ากระดาษบางครั้งคุณอาจเจอกับช่องว่างเล็กๆ ที่หายไปบนภาพ ตัวหนังสือ หรือเส้นต่างๆ ซึ่งบริเวณที่หายไปจะไม่มีหมึกติดอยู่เลย การตรวจสอบแรกให้ดูว่ากระดาษแผ่นนั้นมีความเรียบเสมอกันหรือไม่ หรือเป็นกระดาษพิเศษที่เครื่องพิมพ์ไม่รู้จักหรือเปล่า? ลองสั่งพิมพ์ใหม่ด้วยกระดาษแผ่นใหม่ ถ้ายังไม่หายละก็ ชุด Transfer Roller อาจเกิดขัดข้องหรือมีปัญหาในระหว่างที่สั่งพิมพ์ ตรงนี้อาจจะร้องเรียกช่างมาดูให้ครับ
 
สั่งพิมพ์เอกสารแต่ได้หน้ากระดาษเปล่า
หากคุณสั่งพิมพ์เอกสารแต่ได้หน้ากระดาษเปล่าๆ ออกมา อันดับแรกให้ตรวจสอบดูว่าเครื ่องพิมพ์มีการฟีดกระดาษออกมาหลายแผ่นหรือไม่ เพราะหากกระดาษติดกันออกมาเยอะๆ แผ่นที่ติดตัวหนังสืออาจจะไม่ใช่แผ่นกระดาษเปล่าแรกที่หลุดออกมา นอกจากนี้ถ้าคุณซื้อเครื่องใหม่ อย่าลืมดึงแผ่นพลาสติกที่ปิดโทนเนอร์ออกด้วยไม่อย่างนั้นเวลาพิมพ์ระบบจะดูดหมึกออกมาจากดรัมไม่ได้แน่ แต่ถ้าอาการรุนแรงกว่านั้นก็เป็นไปได้ว่าแผงควบคุมการจ่ายหมึกอาจเสียหาย
 
งานพิมพ์เป็นสีดำทั้งแผ่นอะไรเป็นสาเหตุ
อาการแบบนี้น้อยนักที่จะเกิดขึ้นยิ่งเป็นเครื่องใหม่ด้วยแล้วเปอร์เซ็นต์ต่ำมาก แต่ถ้ามันเกิดขั้นมาจริงๆ ก็แสดงว่าแผงควบคุมการปล่อยหมึกขัดข้อง จึงไม่สามารถคอนโทรลหมึกได้อย่างถูกต้อง ซึ่งตรงนี้จะไปเกี่ยวข้องกับส่วนควบคุม Laser Scanner ด้วย อย่าลืมดึงตลับโทนเนอร์ออกมาดูความผิดปกติ ซึ่งตัวตลับอาจเสียหายก็เป็นไปได้เช่นกัน
 
มีเส้นเหมือนบาร์โค้ดทับตัวหนังสือ
เป็นอีกหนึ่งอาการที่เจอกันได้บ่อยๆ สั่งพิมพ์เอกสารแต่ดันมีเส้นเหมือนแถบบาร์โค้ดยาวเป็นแนวจากขอบบนถึงขอบล่างติดมาด้วย ตรงนี้ถ้าเครื่องพิมพ์ของคุณใช้มานานแต่ยังไม่เคยเปลี่ยนดรัมหรือโทนเนอร์เลย แนะนำให้เปลี่ยนได้แล้วเพราะเป็นต้นเหตุหลักของอาการที่ว่านี้เลยเชียว นอกจากนี้ก็อาจจะเป็นเรื่องของเศษผงหมึกที่ไปติดตามส่วนสำคัญเช่น เลนส์สแกนเลเซอร์ ลูกกลิ้งที่ฟีดกระดาษก่อนพิมพ์
 
ตัวหนังสือเล็กผิดปกติ
เครื่องพิมพ์ส่วนใหญ่จะมียูทิลิตีสำหรับบริหารจัดการระบบพิมพ์มาให้ และมักจะดูแลเรื่องต่างๆ ของการพิมพ์ให้เกือบหมด ถ้าคุณสั่งพิมพ์แต่ฟอนต์เกิดตัวเล็กผิดปกติทั้งๆ ที่ไม่ได้ปรับขนาดในเวิร์ดเลย ให้ลองตรวจสอบดูที่ Print Preference หรือตัวยูทิลิตีดูว่ามีการปรับโหมดพิเศษอะไรหรือไม่ หรือมีการย่อฟอนต์แบบอัตโนมัติเองหรือไม่? ให้ปรับเป็นค่าที่สามารถพิมพ์ได้ตามปกติ
 
สั่งพิมพ์แต่ตัวหนังสือขาดหายแสดงไม่ครบ
ปัญหานี้เกิดขึ้นได้ทั้งที่เป็นตัวหนังสือเพรียวๆ และการสั่งพิมพ์ภาพครับ สาเหตุก็มาจากการตั้งค่าการพิมพ์ไม่ถูกต้องนั่นเอง เช่น มีฟอนต์บางตัว หรือข้องความในบรรทัดบนกับบรรทัดสุดท้ายตกขอบไป แบบนี้หมายความว่ามีการตั้งค ่าไม่ตรงนั่นเอง การแก้ปัญหาสามารถทำได้จากตัวโปรแกรมที่คุณใช้งานอยู่ขณะนั้น เช่น Acrobat, Word, Excel และโปรแกรมอื่นๆ เมื่อตั้งค่าการพิมพ์และตั้งค่าหน้ากระดาษแล้วให้ลองพิมพ์ทดสอบดู
 
เอกสารที่สั่งพิมพ์ชัดเจนแต่แบ็กกราวนด์เป็นสีเทา
โดยปกติแล้ว งานพิมพ์เอกสารที่สมบูรณ์นอกจากตัวหนังสือหรือเส้นตารางๆ ต่างๆ จะชัดเจนแล้ว   แบ็ก
กราวนด์ของกระดาษก็ไม่ควรเป็นสีอื่นใด นอกเสียจากสีขาวของเนื้อกระดาษ แต่ถ้ามันกลายเป็นสีออกเทาๆ เหมือนโหมดเกรย์สเกลแล้วละก็ ตรวจสอบกระดาษก่อนเลยว่าถูกประเภทหรือเปล่า? และลองเข้าไปดูในยูทิลิตีการพิมพ์ว่ามีการเซตแบ็กกราวนด์ให้เป็นสีใดไว้หรือไม่? ถ้าทุกอย่างที่บอกไปอยู่ดีเป็นปกติด ให้สันนิษฐานว่าตลับโทนเนอร์หรือดรัมอาจจะชำรุดเสียหายได้
 
ภาพพิมพ์หรือฟอนต์มีจุดว่างๆ อยู่ข้างใน
งานพิมพ์ภาพถ่ายด้วยเครื่องพิมพ์เลเซอร์ทั้งสีและขาวดำจะออกมาสวยสุดยอดหรือน่าประทับใจได้นั้น นอกจากภาพต้นแบบต้องดีแล้ว ระบบการทำงานของเครื่องยังต้องไม่ขัดข้องหรือทำงานเป็นปกติด้วย สำหรับอาการที่เกิดขึ้นบนภาพและฟอนต์ในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่มาจากการตั้งค่าการพิมพ์ไม่ตรงกับกระดาษที่ใช้ หรือทางกลับกันนั้นกระดาษที่ใช้ก็ไม่ตรงกับค่าการพิมพ์ที่ได้เลือกไว้นั่นเอง
 
งานพิมพ์เอียงโย้เย้ไปมาไม่ตรง
ตัวหนังสือเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือภาพที่สั่งพิมพ์โย้เย้ไม่ตรงหรือพอดีกับที่เราตั้งค่าหน้ากระดาษเอาไว้ละก็ การวินิจฉัยอาการที่เกิดขึ้นให้มุ่งเป้าที่ถาดใส่กระดาษก่อนเลยครับ ถ้าคุณวางปึกกระดาษแน่นหรือไม่ตรงรางป้อนกระดาษ เวลาที่ลูกกลิ้งฟีดกระดาษเข้าไปมันย่อมเข้าไปไม่ตรงด้วย ทำให้เสียเวลาสั่งพิมพ์ตำแหน่งบนกระดาษจึงไม่ถูกต้อง เพราะกระดาษมันไม่ตรงนั่นเอง
 
ใส่กระดาษค้างไว้ในถาดนานๆ ไม่ดี
เครื่องพิมพ์ที่ไม่ได้พิมพ์บ่อยๆ อาจมีปัญหาหลายอย่างเวลากลับมาใช้งานอีกครั้ง หนึ่งในนั้นก็คือคุณภาพของกระดาษที่อาจเสียไป เช่น ถ้าคุณใส่กระดาษไว้ในถาดเป็นเวลานานๆ แถมยังใส่เต็มความจุดด้วย การปล่อยเอาไว้โดยไม่มีการพิมพ์เลย กระดาษพวกนี้จะติดกันด้วยความชื ้นในห้อง หรือหากเครื่องวางอยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิสูงกระดาษก็จะกรอบเอาง่ายๆ เวลาพิมพ์ออกมาคุณภาพของงานจึงไม่ได้อย่างที่ต้องการ
 
เส้นขาวในแนวตั้งเกิดขึ้นได้อย่างไร
เคยเจอกับงานพิมพ์ที่มีเส้นขาวเล็กพากเป็นแนวยาวของหน้ากระดาษบ้างไหมครับ อันที่จริงไม่ใช่เป็นหมึกสีขาว แต่เป็นช่องว่างเล็กๆ ที่หมึกพิมพ์ลงไปไม่ได้นั่นเอง และอาการที่ว่านี้มีสาเหตุมากกว่าหนึ่งอย่างด้วย ตั้งแต่โทนเนอร์และดรัมมีคราบสกปรก กระดาษผิดประเภท เช่น กระดาษมันที่ใช้กับเครื่องเลเซอร์ไม่ได้ หากพิมพ์ออกมาก็อาจให้ผลลัพธ์แบบนี้ได้ นอกจากนี้ภายในอาจมีอะไรไปบดบังกระจกสะท้อนแสดงเลเซอร์ในลักษณะแนวยาวได้ ทำให้อาการออกมาในลักษณะนี้

วิธีแก้ปัญหาเครื่องปริ้นเตอร์ตลับหมึกอิงค์เจ็ทแห้ง


วิธีแก้ปัญหาเครื่องปริ้นเตอร์ตลับหมึกอิงค์เจ็ทแห้ง

ก่อนลงมือทำ ทดสอบพิมพ์ดูก่อนว่าเครื่องพิมพ์ Inkjet ของเราสามารถพิมพ์งานออกมาได้ปกติหรือไม่ หรือเอาทิชชู่ไปลองแตะๆที่หัวจ่ายหมึกค์อิงค์เจ็ทดูก่อน เพื่อดูว่าหมึกพิมพ์แห้งเกินไปหรือไม่ ตามปกติเมื่อเอาทิชชู่แตะ หมึกควรจะไหลขึ้นมาที่กระดาษทิชชู่เกินประมาณ 5 มม.
เตรียมอุปกรณ์สำหรับการแก้ปัญหาตลับหมึกพิมพ์อิงค์เจ็ทแห้ง(inkjet)
1. เข็มฉีดยา
2. กระดาษทิชชู่
ขั้นตอนการแก้ปัญหาตลับหมึกอิงค์เจ็ทแห้ง
1. พับทิชชู่ให้หนาที่สุด แต่ต้องพอดีกับช่องใส่ตลับหมึก Inkjet
2. เรียกที่ใส่ตลับหมึก Inkjet ออกมาแล้วดึงตลับหมึกอิงค์เจ็ทที่สายมีปัญหาออกมาหงายพาดพร้อมเอาทิชชู่ที่พับใว้มารอง
3. สูบน้ำเข้าเข็มฉีดยาแล้วค่อยๆฉีดออกมาให้เป็นหยด
4. เอาหยดน้ำเข้าไปแตะที่หัวจ่ายหมึกอิงค์เจ็ท อย่ารีบร้อนเพราะหากเผลอบีบแรงไปอาจทำให้น้ำกระเด็นไปโดนวงจรและอาจทำให้มีปัญหาได้ ทำข้อ 3 กับ 4 วนไปเรื่อยๆประมาณ 6-7 ครั้งก่อน หรือจะทำมากกว่านั้นอยู่ที่ความแห้งของหมึก
5. ใส่ตลับหมึกพิมพ์อิงค์เจ็ทกลับเข้าที่ แล้วลองพิมพ์สีนั้นออกมาเพื่อให้หมึกส่วนที่มีน้ำผสมอยู่ออกมา


วิธีไล่อากาศในท่อหมึกอิงค์แท้งค์ [InkTank]
สมัยนี้หลายๆคนคงหันมาติดอิงค์แท้งค์กันแล้ว เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีและราคาของหมึกแท้ที่ค่อนข้างแพงแต่ถึงแม้ว่าหมึก InkTank จะมีราคาถูกกว่าหมึกแท้อย่างมาก แต่อิงค์แท้งค์ก็ยังมีปัญหาให้ได้ปวดหัวกันตลอด เพราะหลายคนก็ไม่มีเวลามาพิมพ์งานใช้หมึก InkTank ทุกวัน แต่เมื่อไม่ได้พิมพ์ไปนานๆ หมึกพิมพ์ก็ต้องแห้งและแข็งสุดท้ายก็คือทำให้หัวพิมพ์ตัน ดังนั้นเราจึงนำเอาวิธีแก้ปัญหาหมึกอิงค์แท้งค์มาให้ลองกัน ซึ่งก็คือการไล่ลมในท่อหมึก InkTank กับการทำให้หมึกที่หัวจ่ายหมึกที่แห้งกลับมาใช้ได้อีกครั้ง

วิธีการไล่อากาศในท่อหมึกอิงค์แท้งค์ [InkTank]
บางครั้งท่อยางที่ส่งหมึกจาก InkTank ไปที่ตลับอาจมีอากาศเข้ามา ถ้าหากอากาศที่เข้ามามีความยาวไม่มาก เราก็สามารถพิมพ์สีไล่ออกไปได้ แต่ถ้ามีอากาศในท่อยางมากเกินจนเครื่องพิมพ์ไม่สามารถดูดหมึกมาได้ด้วยตัวเอง เราจึงต้องทำการช่วยมัน..
เตรียมอุปกรณ์สำหรับไล่อากาศในท่อหมึกอิงค์แท้งค์ [InkTank]
1. เข็มฉีดยา
2. ทิชชู่

ขั้นตอนการไล่อากาศในท่อหมึกอิงค์แท้งค์ [InkTank]
1. พับทิชชู่ให้หนาที่สุด แต่ต้องพอดีกับช่องใส่ตลับหมึก
2. เรียกที่ใส่ตลับหมึกออกมาแล้วดึงตลับหมึกที่สายมีปัญหาออกมาหงายพาดพร้อมเอาทิชชู่ที่พับใว้มารอง
3. ถอดที่กรองอากาศที่อิงค์แท้งค์ของตลับหมึกที่มีปัญหาแล้วเอาเข็มฉีดยาพร้อมลมอุดเข้าไปแทน
4. ค่อยๆกดเข็มฉีดยาลงไปให้หมึกไหลไปจนถึงตลับ ให้มีหมึกไหลผ่านไปนิดหน่อยก่อนหยุด หากมีหมึกไหลออกมาจากหัวจ่ายหมึก ทิชชู่ที่เราใส่ไว้จะเป็นตัวเก็บน้ำหมึกเอง
5. ทิ้งไว้ประมาณ 20 วิ ถ้าน้ำหมึกไม่ไหลกลับเข้าInkTankหรือไม่มีอากาศเข้าไปในสายหมึกอีกก็ใส่ตลับหมึกเข้าไปที่เดิมได้
สามารถขาดนิดหน่อยได้ เพราะถ้ามีอากาศไม่เยอะเราก็สั่งพิมพ์ไล่อากาศได้
6. สุดท้ายเลยคือ ถอดเข็มฉีดยาออก แต่ให้ค่อยๆโยกเข็มออก เพราะถ้าเอาออกเร็วไปอาจทำให้หมึกไหลย้อนกลับแล้วทะลัก
ออกมาจากช่องอากาศที่อิงค์แท้งค์อีกด้วย
จบแล้วครับสำหรับวิธีการไล่อากาศในท่อหมึกอิงค์แท้งค์ [InkTank]


เทคนิคการดูแล รักษา Printer Laser


เทคนิคการดูแล รักษา Printer Laser


ยืดอายุการใช้งาน Laser Printer ด้วยการระวังรักษา Fuser unit
พรินเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญส่วนหนึ่งของการใช้งานคอมพิวเตอร์ และในปัจจุบัน เลเซอร์ พรินเตอร์ ถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์สำนักงานที่มีความจำเป็นสำหรับทุกองค์กร รวมถึงมีไว้ใช้งานในบ้านพักอาศัย โดยในเลเซอร์ พรินเตอร์ ทุกเครื่องอุปกรณ์ที่สำคัญของเลเซอร์ พรินเตอร์ ก็คือ Fuser
Fuser (ชุดทำความร้อน) เปรียบเสมือนเตารีด ซึ่งโดยทั่วไปหลักการทำงานของเลเซอร์ พรินเตอร์ ประกอบไปด้วย 2 ขั้นตอน ดังนี้
 
•ขั้นตอนที่1เครื่องจะทำการรับข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ และนำข้อมูลที่ได้มายิงแสงเลเซอร์ผ่านกระจกหมุนแล้วสะท้อนไปยังลูกกลิ้งของโทนเนอร์ ทำให้เกิดประจุไฟฟ้าสูบผงหมึกติดขึ้นมาแล้วไปแปะบนกระดาษ เป็นภาพ หรือตัวอักษรตามที่เราต้องการ
 
•ขั้นตอนที่2จากนั้นผงหมึกที่อยู่บนกระดาษก็จะถูกนำไปรีดความร้อนโดย Fuser ทำให้ผงหมึละลายติดแน่นบนกระดาษ หาก Fuser มีปัญหา ก็จะพบว่าเมื่อเอามือป้ายบริเวณที่พิมพ์ หมึกก็จะหลุดออกมาเป็นฝุ่นผงนั่นเอง
  
การตรวจสอบความเสียหายของ Fuser Film
สาเหตุพื้นฐานของอาการเสีย

1.กระดาษติด เนื่องจากไม่มีการคลี่กระดาษที่ดีก่อนนำใส่เครื่องหรือกระดาษมีรอยยับ
2.มีสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ ติดอยู่ในเครื่อง เช่น ลวดเย็บกระดาษ, คลิปหนีบการะดาษ ซึ่งมักจะเกิดบ่อยกับการนำกระดาษเก่ามาใช้ใหม่
3.การนำกระดาษออกผิดวิธี เช่น การนำเครื่องมือหรืออุปกรณ์บางอย่างเข้าไปงัดแงะเวลากระดาษติด หรือดึง
กระดาษที่ติดอย่างแรงด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง
ตัวอย่างอาการเสียของ Fuser ที่พบบ่อยได้แก่ แผ่นฟิล์มที่ Fuser ฉีกขาด, กระดาษติด, Pressure Roller ฉีกขาด, กระดาษจำนวนมากติดอยู่ภายในชุด Fuser, ลวดเย็บกระดาษติดอยู่ภายใน ดังรูปตัวอย่างต่อไปนี้

แผ่นฟิล์มที่ Fuser ฉีกขาด จะมีลักษณะต่างๆ
 
เกิดจากการใช้กระดาษ reuse แต่ไม่มีการจัดเรียงที่ดี จึงทำให้กระดาษติด

เกิดจากลวดเย็บกระดาษที่ติดอยู่ในเครื่อง ทำให้แผ่นฟิล์มเป็นรู
เกิดจากลวดเย็บกระดาษติดอยู่ในเครื่องและกระดาษติดทำให้มีการดึงกระดาษออก จึงทำให้ฟิล์มขาด

เกิดจากลวดเย็บกระดาษติดอยู่ในเครื่องและมีการดึงกระดาษที่ผิดวิธี ทำให้ฟิล์มฉีกขาดและเป็นรอยย่น

เกิดจากลวดเย็บกระดาษหรือคลิปหนีบกระดาษติดอยู่ในเครื่อง ทำให้ roller เป็นรอย

เกิดจากลวดเย็บกระดาษหรือคลิปหนีบกระดาษติดอยู่ในเครื่อง ทำให้ roller เป็นรูและเป็นรอย

เกิดจากการใช้กระดาษผิดประเภท ทำให้กระดาษติด

อะไหล่แตกหัก อาจเกิดจากการกระแทกทำให้ชิ้นส่วนเกิดแตกหัก
จากอาการเสียต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว น่าจะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ใช้งาน โดยให้ระมัดระวังในการใช้งาน Laser Printer มากขึ้น เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งาน Laser Printer ของท่าน ซึ่งข้อควรระวังมีดังต่อไปนี้ หาก กระดาษติดภายในเครื่องควรจะมีวิธีการเอากระดาษที่ติดอย่างถูกวิธี (ดูได้จากคู่มือการใช้งาน)
-ไม่ควรนำของมีคมมางัดแงะเพื่อนำกระดาษที่ติดอยู่ที่เครื่องพิมพ์ออก
-ควรระมัดระวังเรื่องลวดเย็บกระดาษ หรือคลิปหนีบกระดาษ สำหรับการใช้กระดาษ Reuse (นำกระดาษเก่ามาใช้งานใหม่) ซึ่งถ้าหากคุณระมัดระวังการใช้งานเหล่านี้แล้ว จะทำให้สามารถช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานของเครื่อง Laser Printer ของคุณได้
อนึ่งจากอาการต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วหากเกิดขึ้นถือว่าเป็นอาการเสียที่เกิดจากการใช้งานอย่างผิดวิธี และส่งผลให้การรับประกันสิ้นสุดลงอีกด้วย
  

วิธีการติดตั้ง INK TANK

วิธีการติดตั้ง INK TANK

1. ติดแท้งค์ที่ข้างเครื่องปริ้นเตอร์ นิยมด้านขวาของเครื่อง ติดในลักษณะที่แนบกับพื้นไปเลยให้พอดี ถ้าใช้กาวสองหน้าสามเอ็มก็แน่นแล้ว หรือถ้าใช้กาวร้อน
พยายามรอให้แห้งเพื่อให้กาวร้อนติดสนิท
2. สายที่เดินจากแท้งค์ ไปให้ม้วนเล็กน้อย เพราะจะดูดหมึกมาก ถ้าให้น้ำหมึกเดินสะดวกไป จะทำให้น้ำหมึกท่วมใต้ตลับง่าย 
3. ติดให้ดูฝาปิดเครื่องไม่ให้ติดขัดกับสาย
4. ตำแหน่งที่สวิงของสาย ให้เท่ากันระหว่างซ้ายและขวา
5. อย่าให้สายตกหรือติดไปส่วนใดของเครื่อง หรือติดก็ได้เล็กน้อย พยายามจัดระเบียบของสายไปไมให้ติดขัดอะไร
6. ที่ตลับให้ติดตัวล็อกสายที่ตลับดำให้สูงกว่าตลับเล็กน้อยเพื่อให้สายนั้นไม่ตกลงไปที่ด้านล่างของเครื่อง
7. เจาะตลับต้องค่อยๆเจอะ เพราะฟองน้ำเต็มตลับ 
8. สายที่ใส่ตลับให้ตัดในลักษณะเฉียงเล็กน้อยเพราะจะใส่จุกน้ำหมึกง่าย (ข้องอ เรียกไม่ถูก)
9. การเจาะตลับ ให้ใช้นิ้วกดที่ตลับจะมีลักษณะบุ๋มเล็กน้อยให้ใช้ คัตเตอร์ตัดให้พอดีใช้สว่านเจาะ
10. ใส่ลูกยางจะใส่ยากเล็กน้อยค่อยๆใส่ (ต้องแน่น) เพื่อไม่ให้อากาศเข้า การใส่ก็ให้ค่อยๆกดจากข้างๆเข้าไปก่อนโดยใช้ปากแบนช่วยกดจะเข้าง่ายขึ้น
11. การใส่สายให้วัดจากเส้นที่ไกลก่อน สีตลับ กับ แท้งค์จะตรงกันลองสังเกตุดูนะครับ อย่าให้ผิดช่องนะครับเดี๋ยวงานเข้า
12. ใส่จากช่องที่อยู่ไกลที่สุดก่อนนะครับจะง่าย ตลับยังไม่ต้องลอกสติ๊กเกอร์ใต้ตลับก่อนก็ได้
13. ใส่น้ำหมึกที่แท้งค์ ให้ปิดจุกเล็กเปิดจุกใหญ่ เพื่อใส่น้ำหมึก เสร็จแล้วปิดจุกใหญ่แล้วเปิดจุกเล็ก
14. ใช้สลิ้งดันที่ช่องเล็ก (ปิดจุกใหญ่อยู่) เพื่อไล่น้ำหมึก ให้เกือบถึงปลายๆสายก็พอ
15. ใช้คำสั่ง ล้างหัวแบบ Deep ในคอม ถ้าน้ำหมึกดูดเข้าตลับแสดงว่าใช้ได้ 
16. ถ้าติดแน่นดีน้ำหมึกจะไม่ไหลกลับหรือถ้ากลับก็เล็กน้อย
17. ระดับน้ำหมึกในแท้งค์ ช่องเล็กต้องมีน้ำหมึกน้อย นะครับถ้าเท่ากันแสดงว่าผิด

สรุปการติดแท้งค์
1.อย่าให้อากาศเข้าตลับตามจุกยางที่ตลับ
2. อย่าให้สายตกไปเกี่ยวส่วนใดส่วนหนึ่งของเครื่อง
3. ติดตั้งให้ระยะสวิงของสายระหว่างซ้ายและขวาให้สมดุลกัน
 

อาการเสียปริ้นเตอร์ Canon 258


อาการเสียปริ้นเตอร์ Canon 258
1. P02 (Carriage error) : ชุดติดตั้งหัวพิมพ์ หรือ กล่องใส่ตลับหมึก เกิดการติดขัดหรือเกิดความผิดพลาด ซึ่งเกิดจาก การแปลงสัญญาณ (จานแปรรหัสหรือแปลงสัญญาณ บนจานจะมีหน้าสัมผัสเป็นจุด ๆ เมื่อจุดสัมผัสเลื่อนมาตรงแกนสัมผัสก็จะสร้างสัญญาณบอกไปยังเครื่องพิมพิ์) แต่ถ้าไม่สัมผัสก็จะทำให้ชุดติดตั้งหัวพิมพ์มีปัญหาหรือไม่ทำงานวิธีแก้ไขคือ
1. ตรวจดูว่าไม่มีวัสดุแปลกปลอมติดอยู่บริเวณที่หัวพิมพ์ทำงาน
2. ทำความสะอาดสายนำเช็คตำแหน่งหัวพิมพ์ (timing slit film คือ สายสีขาวที่อยู่บริเวณด้านหลังชุดกล่องใส่ตลับหมึกเส้นบาง ๆ อาจจะขาดหรือเลอะหมึก
3. อุปกรณ์ต่างๆ ที่อาจจะต้องเปลี่ยนมีดังนี้- ชุดติตตั้งหัวพิมพ์ หรือ กล่องใส่ตลับหมึก (carriage unit)- สายเช็คตำแหน่งหัวพิมพ์ (timing slit film)สายสีขาวที่อยู่บริเวณด้านหลังชุดกล่องใส่ตลับหมึกเส้นบาง ๆ- แผงวงจร (logic board)

2. P03 (Line feed error) : ความผิดพลาดในการส่งสัญญาณการป้อนบรรทัด line feed (LF) เป็นสัญญาณบอกให้เครื่องพิมพ์เลื่อนลงไปอีกบรรทัดหนึ่ง หรือ ขึ้นบรรทัดใหม่ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ถึงจุดสิ้นสุดของบรรทัดวิธีแก้ไขคือ อุปกรณ์ต่างๆ ที่อาจจะต้องเปลี่ยนมีดังนี้- สายเช็คตำแหน่งหัวพิมพ์ (timing slit disk film) อยู่ด้านข้างของตัวเครื่อง- แผงวงจร logic board

3. P05 (ASF cam sensor error) : sensor การป้อนกระดาษผิดพลาด ซึ่งความผิดพลาดนี้เกิดขึ้นเมื่อมีการป้อนกระดาษจากถาดกระดาษข้างท้าย คือ กระดาษไม่ได้รับการป้อนเมื่อมีการสั่งพิมพ์งานวิธีแก้ไขคือ เปลี่ยนอุปกรณ์การใช้งาน ดังนี้- ASF/PE sensor unit- Drive unit- แผงวงจร logic board

4. P06 (Internal temperature error) : ความร้อนภายในเครื่องพิมพ์ผิดปกติวิธีแก้ไขคือ เปลี่ยนแผงวงจรใหม่

5. P07 (Ink absorber full) : ตัวซับน้ำหมึก (ฟองน้ำ) เต็มวิธีแก้ไขคือ เปลี่ยนฟองน้ำใหม่ ทำการ Clear counter 6. P08 (Print head temperature rise error) : หัวพิมพ์ร้อนมีอุณหภูมิสูงเกินกว่าค่าที่กำหนดวิธีแก้ไขคือ เปลี่ยนตลับหัวพิมพ์ใหม่และ/หรือเปลี่ยน logic board ใหม่

6. P09 (EEPROM error) : หน่วยความจำในเครื่องเกิดข้อผิดพลาด EEPROMวิธีแก้ไขคือ เปลี่ยน logic board ใหม่

7. P10 (VH monitor error) : ค่าศักย์ไฟฟ้าของหัวพิมพ์ผิดปกติ ชุด Step motor ทำงานผิดพลาดหรือมอเตอร์เสียวิธีแก้ไขคือ เปลี่ยนตลับพิมพ์ใหม่ หรือเปลี่ยน แผงวงจรใหม่

8. P15 (USB VBUS over current) : กระแสไฟมากเกินไป ลองถอดสาย USB ออกแล้วเสียบใหม่ถ้าไม่หายให้ลองเปลี่ยนสาย USB ใหม่ ถ้ายังขึ้นเหมือนเดิมแสดงว่าเมนบอร์ดเสีย

9. P20 (Other hardware error) : ความผิดพลาดของ hardware อื่นๆวิธีแก้ไขคือ เปลี่ยน logic board ใหม่

10. P22 (Scanner error) : สแกนเนอร์ทำงานผิดพลาดวิธีแก้ไขคือ เปลี่ยน scanner unit ใหม่หรือเปลี่ยน logic board ใหม่

11. E04 : ตลับหมึกหมด
วิธีแก้ไขคือ กดปุ่ม Stop/Reset ค้างจนหน้าจอเป็นเลข 1

กล้องถ่ายภาพ หรือ กล้องถ่ายรูป


กล้องถ่ายภาพ หรือ กล้องถ่ายรูป เป็นอุปกรณ์บันทึกแสงที่สะท้อนจากวัตถุผ่านเลนส์ของกล้อง เป็นการจำลองภาพทางแสงให้บันทึกลงบนวัสดุไวแสง (ฟิล์มถ่ายภาพประเภทต่าง ๆ และ/หรือตัวรับภาพ - Image Sensor) บันทึกเป็นภาพแฝงบนวัสดุไวแสง ก่อนนำไปผ่านกระบวนการล้างให้เป็นภาพถ่ายถาวร

เนื้อหา

  [ซ่อน

[แก้]ส่วนประกอบของกล้องถ่ายภาพ

เลนส์ถ่ายภาพ
  • เลนส์ถ่ายภาพ - คือวัตถุที่ทำจากแก้วชนิดดีมีลักษณะกลม ในกล้องถ่ายภาพ เลนส์ทำหน้าที่รับภาพและรับแสงจากภายนอกตัวกล้องไปยังวัสดุไวแสง
  • ตัวกล้อง
  • ตัวรับภาพ (Image Sensor)
  • ไดอะแฟรม
  • ชัตเตอร์
  • ช่องมองภาพ
  • แฟลช

[แก้]ส่วนประกอบของกล้องถ่ายภาพ

  • เลนส์ - มีหน้าที่รวมแสงจากวัตถุ เพื่อให้ตกลงบนฟิล์มถ่ายภาพ CCD หรือ CMOS ของกล้องได้
  • ตัวถัง (Body) - ส่วนใหญ่จะทำจากอะลูมิเนียม โลหะผสมแมกนีเซียม หรือ พลาสติกอัดแข็ง เพื่อให้มีความแข็งแรงทนทาน โดยรูปร่างจะแบ่งออกตามประเภทของกล้อง
  • Image sensor - หรือตัวรับภาพซึ่งมีทั้งแบบฟิล์ม และแบบ Digital โดยแบบ Digital นั้นจะมีอุปกรณ์เช่น CCD, CMOS เป็นตัวรับภาพ ซึ่งทั้งฟิล์มและตัวรับภาพดิจิตอลนั้น จะทำหน้าที่ในการรับแสง โดยฟิล์มจะไปเก็บในรูปแบบปฏิกิริยาเคมีบนเนื้อฟิล์ม ส่วนแบบดิจิตอลจะเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้าและทำหน้าที่ประมวลผลต่อไป CCD และ CMOS ซึ่งทำจาก Silicon ด้วยกันทั้งคู่ ต้นทุนการผลิต CCD จะสูงกว่า แต่ CCD จะมี Noise มากกว่ากว่า CMOS อย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ขึ้นกับความสามารถของโปรแกรมของกล้องนั้นๆอีกด้วย บริษัทผู้ผลิตกล้อง ส่วนใหญ่มักจะใช้ CCD จาก Sony ซึ่งมีปัญหาใน CCD บางรุ่น
  • แบตเตอรี่ - แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือแบตเตอรี่ชนิด Li-ion (ลิเทียม ไอร์ออน) และ NiMH (นิกเกิล เมธัลไฮดราย) ซึ่งแต่ละแบบก็มีคุณสมบัติเด่นคนละแบบ ซึ่งกล้องขนาดเล็กมักใช้ Li-ion เนื่องจากมีขนาดเล็กน้ำหนักเบา และเก็บประจุได้มาก ส่วน NiMH มักจะพบในกล้องระดับกลาง และ D-SLR จนถึง SLR เนื่องจาก เก็บประจุไฟได้มาก และสามารถหาเปลี่ยนได้อย่างง่ายดาย (สามารถใช้ แบตเตอรี่ชนิด AA ทดแทนได้)
  • ปุ่มควบคุม - แล้วแต่รุ่นและผู้ผลิต ปุ่มเหล่านี้จะเป็นตัวปรับเปลี่ยนการทำงานของกล้อง
  • แฟลช - แฟลชจะเป็นตัวเพิ่มแสงในกรณีที่ภาพมืดเกินไป จนอาจจะทำให้เกิดการสั่นไหวของภาพ แต่การใช้แฟลชจะทำให้ อุณภูมิสีของภาพ เปลี่ยนแปลงไป ในกล้องดิจิตอลคอมแพค จะตั้งค่าแฟลชอัตโนมัติ

[แก้]กล้องถ่ายรูปแบบต่าง ๆ

  • กล้องกลาง หรือ มีเดียมฟอร์แมท (Medium Format) จะใช้ฟิล์มแบบ 120 หรือ 220 ความกว้างของฟิล์ม 6 เซนติเมตร ความยาวของฟิล์มแล้วแต่รุ่นของกล้อง ขนาดที่นิยมคือ 4.5 เซนติเมตร 6 เซนติเมตร หรือ 7 เซนติเมตร และขนาดยาวพิเศษ 9 เซนติเมตร หรือ 19 เซนติเมตร มีทั้งกล้องแบบเรนจ์ไฟน์เดอร์ กล้องแบบสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว และกล้องแบบสะท้อนภาพเลนส์คู่ ในปัจจุบันมีการใช้ตัวรับภาพแบบดิจิตอล (Digital Back) แทนฟิล์มด้วย
  • กล้องของเล่น หรือ กล้องทอย (Toy) เป็นกล้องถ่ายรูปราคาถูกที่ใช้ฟิล์ม มักจะผลิตจากพลาสติก ทั้งส่วนตัวกล้องและเลนส์ และไม่มีระบบไฟฟ้าอื่นๆ นิยมใช้เลนส์มุมกว้างทางยาวโฟกัสเดียว ระยะโฟกัสตายตัว ไม่มีระบบหาระยะชัด
  • กล้องบ๊อกซ์
  • กล้องคอมแพค
  • กล้องแบบมีเครื่องหาระยะ (Range Finder)
  • กล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว (Single Lens Reflection) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่ากล้อง SLR หากเป็นกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวที่ใช้ตัวรับภาพแบบดิจิตอล จะเรียกว่า Digital SLR หรือ DSLR มีทั้งกล้องขนาดเล็ก (กล้อง 35 มม.) และกล้องขนาดกลาง
  • กล้องสะท้อนภาพเลนส์คู่ (Twin Lens Reflection) เป็นกล้องขนาดกลาง ใช้ฟิล์มขนาด 120 หรือ 220 มีเลนส์สองชุด ชุดหนึ่งสำหรับดูภาพ และอีกชุดหนึ่งสำหรับบันทึกภาพ
  • กล้องหนังสือพิมพ์
  • กล้องใหญ่ (Large Format) เป็นกล้องที่ใช้ฟิล์มแบบแผ่นขนาด 4x5 นิ้ว 6x7 นิ้ว หรือ 8x10 นิ้ว
  • กล้องดิจิทัล

[แก้]รายชื่อผู้ผลิตกล้องถ่ายภาพ